Star Trek Short Fiction
Heat Stroke
Author: Rain
Pairing: James T. Kirk X Spock
Rating: Whatever. I know you would read it anyway, especially if I said NC-17!!! [But unfortunately, it’s NOT. Sorry guys
]
Disclaimer: My Plot, My Story, My Imagination. Except for the characters which are based on Star Trek [Series & Movies]. Thank you so much ^^
Warning: SPOILER of Star Trek 2009 [I’ve never watched any other of them before]
Summary: Kirk is sick! And who the hell in this galaxy would be the perfect one to take care of him, if it’s not…Ah, yes. You know obviously that it must be Mr. Spock!
<> <> <> <> <> <> <> <>
“ทุกหน่วยโปรดทราบ เรากำลังจะแตะพื้นโลกในอีก 3 นาทีข้างหน้า ขอให้ทุกคนเตรียมพร้อมเข้าประจำตำแหน่งของตนโดยทันทีเพื่อแสตนบายด้วย ขอบคุณครับ” หนุ่มน้อยเชคอฟประกาศผ่านไมโครโฟนจากห้องบังคับการด้วยน้ำเสียงและสีหน้าแช่มชื่น ก่อนจะหันไปส่งยิ้มกว้างให้ฮิคารุ ซูลูที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“ดีใจจังครับ จะได้กลับบ้านแล้ว” เด็กหนุ่มวัยกระเตาะเอ่ย สำเนียงรัสเซียเต็มขั้นของเขายังคงเรียกรอยยิ้มบางๆจากซูลูได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะฟังมันมาจนคุ้นชิน ตลอดระยะเวลาเกือบสองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้แล้วก็ตาม ยาน U.S.S Enterprise เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจล่าสุดในการออกเดินทางสำรวจ และยืนยันความปลอดภัยของห้วงอวกาศเหนือน่านฟ้าดาววัลแคนเดิม จุดประสงค์ก็เพื่อสร้างความมั่นใจแก่เหล่าพันธมิตรทั้งหลายแห่งสหพันธ์ดวงดาวว่า พวกเขามิได้ตกเป็นเป้าของการก่อการร้ายใดๆดังเช่นที่วัลแคนเพิ่งประสบมา
“สก็อตเรียกกัปตันเคิร์ก ยืนยันจุดลงจอดที่ท่าอากาศยานหมายเลข 66 เรียบร้อยแล้วครับผม” เสียงภาษาอังกฤษสไตล์ สก็อต แท้ๆดังแว่วมาตามลำโพง เจมส์ ที เคิร์กซึ่งนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้กัปตันอยู่ตอบรับเบาๆด้วยท่าทางอ่อนแรง “โอเค ขอบใจมาก สก็อตตี้”
ต้นเรือหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มเหลียวมามองกัปตันของเขาพลางขมวดคิ้ว “น้ำเสียงคุณแปลกไปนะ กัปตัน ไม่สบายหรือเปล่าครับ”
เคิร์กใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มใบหน้า ก่อนจะตอบคำถามของสป็อคอย่างเนือยๆว่า “เปล่านี่”
“แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยนะครับ ที่คุณพูดกับผมโดยไม่มีเจตนาประชด จิกกัด หรือกวนประสาทแฝงอยู่ในประโยค อะไรบางอย่างบอกผมว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแน่ๆ การกระทำของคุณมันไม่สมเหตุสมผล” สป็อคแย้งเสียงเรียบ
เคิร์กหน้ามุ่ยขณะถามกลับ “นายหมายความว่าไง ไม่สมเหตุสมผล ??”
“ธรรมชาติของเจมส์ ที เคิร์ก เป็นผู้ชายกวนประสาท ฉะนั้นการที่คุณหยุดกระทำเช่นนั้นย่อมหมายความว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นและส่งผลกระทบทำให้คุณสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปบางอย่าง ซึ่งนั่นรวมถึงความสามารถในการกวนประสาทคนอื่นด้วย…ครับกัปตัน” นาวาโทคนเก่งลูกครึ่งวัลแคนอธิบายหน้าตาเฉยโดยไม่ลืมจบประโยคด้วยคำลงท้ายอย่างสุภาพ…อย่างไรเสียผู้ชายคนนี้ก็เป็นกัปตันของเรานี่นา…การให้เกียรติเขาตามสมควรแก่สถานภาพ ย่อมถือว่าสมเหตุสมผล
ใบหน้าของเคิร์กเปลี่ยนจากแค่บึ้งกลายเป็นถมึงทึงทันที กัปตันหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นไม่พอใจ พลางบ่นพึมพำว่า “นี่นายแค่พยายามจะใช้ตรรกะเข้าว่า หรือต้องการจะหาเรื่องฉันกันแน่วะ…คุณสป็อค?” ชายหนุ่มพยายามสะกดใจ และใช้คำว่า คุณสป็อค แทนคำที่อยากใช้จริงๆซึ่งได้แก่ ไอ้หนูผีเฮงซวยหูแหลมจอมเย็นชา
สป็อคไม่ตอบคำถาม สมองของเขา ประกอบกับความเข้าใจในตัวกัปตันซึ่งค่อยๆเพิ่มพูนขึ้นทุกวันบอกเขาว่า สิ่งที่กัปตันเอ่ยนั้นหาใช่คำถามที่ต้องการคำตอบ หากเป็นเพียงการประชดประชันเพื่อสนองอารมณ์หงุดหงิดของตนเอง อา…เขากลับมาเป็นคนเดิมแล้วล่ะสิ
เรียวปากสีสดยกขึ้นทำมุมเป็นรอยยิ้มนิดๆ แล้วสป็อคก็หันกลับไปสนใจหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตนต่อ ปล่อยให้เคิร์กนั่งเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเพราะโดนหลอกด่า แถมเจ้าคนด่ายังมีหน้ามาเนียนเมินกันซะเฉยๆอีก
“กัปตันครับ ขณะนี้เราอยู่ห่างจากตำแหน่งลงจอด 42000 เมตรแล้วครับ” เชคอฟรายงาน
เคิร์กพยักหน้า “ปิดเครื่องวาร์ปได้ คุณซูลู”
แล้วชายหนุ่มก็กดหาโบนส์ หรือหมอแมคคอย เพื่อนรักผู้ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยแพทย์ประจำยาน
“นี่เคิร์กเรียกหมอแมคคอย”
“มีอะไรให้รับใช้ครับ กัปตัน?” ปลายสายตอบรับอย่างสุภาพ ทว่าแฝงแววล้อเลียนนิดๆ
“คือฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย…ตามันลายๆ แล้วก็ครั่นเนื้อครั่นตัวไปหมด อยากให้นายช่วยมาตรวจดูหน่อย”
“เป็นตั้งแต่เมื่อไหร่?” น้ำเสียงของโบนส์จริงจังขึ้นทันใด เขารีบสวมวิญญาณคุณหมอมือหนึ่งและซักไซ้อาการคร่าวๆของเคิร์กทันทีโดยไม่ชักช้า
“ตาลาย…เห็นภาพซ้อน ตัวร้อน…รู้สึกอ่อนแรง แถมปวดหัวอีกต่างหาก…อาการแบบนี้ ชักไม่ดีแล้วสิ” โบนส์พึมพำ ก่อนจะพูดต่อว่า “คงต้องเจาะเลือดตรวจนะ ถึงจะระบุลงไปให้ชัดเจนได้ เอาเป็นว่าพอยานลงจอดเรียบร้อยแล้ว นายก็รีบมาที่ห้องหน่วยพยาบาลหมายเลข 3 ละกัน แล้วฉันจะรอ”
โบนส์ตัดการติดต่อพร้อมๆกับที่เคิร์กทำท่าเหมือนจะบอกอะไรซักอย่าง แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจ ก็จะให้บอกได้ไง…ว่าตอนนี้เขาหมดแรงจนแทบจะลุกขึ้นยืนไม่ไหว…มีหวังอายตายชัก
ราวครึ่งนาทีต่อมา ยาน U.S.S Enterprise ก็ลงจอด ณ ท่าอากาศยานหมายเลข 66 เพื่อทำการซ่อมบำรุงก่อนจะถูกส่งขึ้นไปแสตนบายที่สถานีอวกาศของสตาร์ฟลีทอีกครั้ง บรรดาลูกเรือต่างทยอยเก็บของ และออกจากยาน ทุกคนล้วนตื่นเต้นดีใจที่ได้กลับบ้าน ไม่มีใครในห้องบังคับการทันสังเกตเห็นว่ากัปตันของพวกเขายังนั่งเหงื่อแตกซิกอยู่
เคิร์กกำลังชั่งใจว่า ระหว่างรอให้พวกลูกเรือไปหมดแล้วค่อยแอบคลานออกจากยาน กับยอมเสียหน้าซักหน่อยแล้วขอให้ใครซักคนมาช่วยพยุงนั้น อย่างไหนจะดูเข้าท่ากว่า ก็พอดีมีมือๆหนึ่งยื่นมาตรงหน้า
มือของสป็อค…ต้นเรือของเขานั่นเอง
เคิร์กไล่สายตาจากมือที่มีนิ้วเรียวยาวนั้น เรื่อยขึ้นไปสบกับดวงตาคู่สวยสีเข้มที่กำลังก้มลงมองเขาด้วยแววเรียบเฉย เกือบกึ่งเย็นชา และพบว่ามันช่างอ่านยากเหลือเกิน
“ผมขอยืนยันว่าผมเสนอความช่วยเหลือนี้อย่างจริงใจที่สุด และผมจะพยุงคุณไปจนถึงห้องพักหรือที่ไหนก็ตามที่คุณต้องการโดยไม่พูดจาให้เจ็บช้ำน้ำใจแม้แต่น้อยเลยครับ กัปตัน ถึงแม้ว่าการที่กัปตันอ่อนเปลี้ยจนเดินเองแทบไม่ไหวนั้น มันจะเป็นเรื่องตลกที่น่าขันมากเสียจนผมอยากเก็บไปเล่าให้ลูกศิษย์ทุกคนฟังมากกว่าก็ตามที” สป็อคเอ่ยราวกับล่วงรู้ความคิดในใจของอีกฝ่าย ขณะที่เคิร์กก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ แม้ว่าในใจจะนึกหมั่นไส้สป็อคแบบสุดๆ
เออ…ไม่ใช่ทีฉันบ้างก็แล้วไป…ไอ้คิ้วชี้…!
เคิร์กเอื้อมมือไปคว้าแขนสป็อคไว้ ก่อนจะค่อยๆยันกายขึ้นมาจากที่นั่งอย่างทุลักทุเล สป็อคส่ายหัวกับท่าทางปวกเปียกผิดวิสัยปกติของกัปตันเลือดร้อน เขาใช้มือข้างที่ว่างโอบเอวเคิร์กเพื่อช่วยประคอง แล้วถามหน้าตายว่า “ผมเดาว่าคุณคงไม่อยากให้ผมช่วยอุ้มคุณออกไปในท่าเจ้าหญิง??”
“แหงสิ!!” เคิร์กสวนทันควัน ใบหน้าหล่อเหลาพลันเหยเกเมื่อนึกสภาพตัวเองอยู่ในอ้อมแขนของสป็อค นี่ยังไม่นับข่าวลือที่อาจแพร่สะพัดไปในทิศทางไหนก็ไม่รู้ได้อีกต่างหาก…กัปตันหนุ่มแห่ง U.S.S Enterprise แอบมีสัมพันธ์ลับกับต้นเรือสุดหล่อมากความสามารถ…ใช่แล้วล่ะ หล่อและเก่ง นั่นคือสิ่งที่สาวๆส่วนใหญ่เห็นตรงกันเกี่ยวกับสป็อค แต่สำหรับเขาน่ะเหรอ? แค่คิดว่าจะต้องเป็นข่าวกับหมอนี่ก็แทบบ้าแล้ว มีหวังเสียชื่อจนอดแอ้มหญิงไปตลอดชาติก็เท่านั้น! “คิดถึงผลได้ผลเสียซะบ้างสิ สป็อค ขนาดฉันเอาติ่งเหงือกคิดยังรู้เลยนะว่าทำแบบนั้นมัน โคตร ไม่สมเหตุสมผล!”
สป็อคยักไหล่ เขารู้สึกชอบใจเมื่อเคิร์กมักเรียกชื่อเขาห้วนๆในเวลาที่ไม่ได้อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ชายหนุ่มคิดว่าความรู้สึกเช่นนี้ใกล้เคียงกับคำว่า มิตรภาพ หากกระนั้น เขาก็ไม่อาจแน่ใจได้ เพราะ “เพื่อน” คือสิ่งที่เขาไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าเมื่อก่อน…หรือตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ในฐานะลูกเรือคนหนึ่งของ U.S.S Enterprise สป็อคพบว่าการทำงานร่วมกับทุกคนที่นี่ นำมาซึ่งความอบอุ่นใจอย่างอธิบายไม่ถูก และเขาต้องยอมรับด้วยว่า นับตั้งแต่ได้คบหาจิม…แม้ไม่ถึงขั้นเป็นเพื่อนสนิท แต่เพียงแค่ไปไหนมาไหนด้วยกันเป็นครั้งคราว ก็ทำให้มีผู้คนมากหน้าหลายตามาทักทายเขาบ่อยขึ้น ซึ่งสป็อคไม่รังเกียจเลย ครั้งหนึ่ง เขาเคยแสดงความสงสัยออกมาดังๆเกี่ยวกับสาเหตุที่จู่ๆก็มีคนโน้นนี้พากันเข้ามาผูกมิตรกับเขา เขารู้ชัดว่าเคิร์กคือปัจจัยข้อหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไม่มีทางผิดพลาด ติดตรงที่เขาไม่สามารถเข้าใจเหตุผล และตอนนั้นเอง ที่เคิร์กให้คำตอบอันสุดแสนจะธรรมดาสามัญ ทว่าแจ่มแจ้งเสียจนสป็อคเองยังไม่อยากเชื่อว่าตัวเขาจะคิดไม่ถึง
“นายดูน่ากลัวน้อยลงเวลาอยู่กับฉัน มันทำให้คนรอบข้างคลายความกังวลและกล้าเข้าใกล้นาย” เคิร์กบอกเช่นนั้น
“ผมดูน่ากลัวเหรอ?” สป็อคถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา วินาทีต่อมา กัปตันของเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะ
“ไม่หรอก สป็อค ไม่ซักนิด…ฉันกล้าสาบานเลยนะ ว่าสำหรับฉัน…นายออกจะน่ารักด้วยซ้ำไป”
ร่างสูงโปร่งของสป็อคแข็งทื่อไปครู่ใหญ่ เขาเบือนหน้าหนีจากเคิร์กด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย แต่หากตอนนั้นสป็อคได้ส่องกระจก เขาคงยิ่งตกตะลึงและสับสนเมื่อพบว่าตนอาจเป็นชาววัลแคนคนแรกของกาแลคซีที่อายจนหน้าแดงได้…!
“สป็อค…เฮ้! สป็อค” เสียงเคิร์กซึ่งเดินโงนเงนอยู่ในอ้อมแขนเขา ดึงสป็อคที่กำลังรำลึกถึงวันวานอันน่าขัดเขินให้กลับมาสู่เวลาปัจจุบัน เขาพยักหน้าตอบรับคำร้องขอให้ช่วยพาไปห้องหน่วยพยาบาลหมายเลข 3 ที่นั่น…โบนส์กำลังรออยู่พร้อมกับอุปกรณ์ครบมือ
ราว 5 นาทีต่อมา
“งูสวัดเอนโดเรี่ยน!!!?” เคิร์กตะโกนอย่างสยองขวัญ สองมือคลำบริเวณดวงตาโดยอัตโนมัติเพราะเขายังจำคำขู่อันชวนเสียวไส้ที่โบนส์เคยพูดตอนพบกันครั้งแรกได้เป็นอย่างดี
…ลองไปนั่งข้างคนเป็นงูสวัดเอนโดเรี่ยนดูสิ แล้วจะรู้ว่าชิลออกมั้ยเวลาลูกกะตามีเลือดออกน่ะ…
“เออ งูสวัดเอนโดเรี่ยน” โบนส์ยืนยัน “แต่ไม่ต้องกลัวหรอกเพื่อน อาการนายยังไม่ร้ายแรงถึงขั้นนั้น ฉันฉีดยาให้เรียบร้อยแล้ว แต่นายจะยังอ่อนเพลียแบบนี้ไปอีกประมาณ 48 ชั่วโมง ถ้ายังไงก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องจนกว่าจะดีขึ้นละกัน”
“ขอบใจมาก โบนส์ ว่าแต่…ไอ้ห้องพักใหม่ที่เขาจัดให้ฉันตอนได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างเป็นทางการนั่นน่ะ ฉันไปไม่ถูกว่ะ มันอยู่ตรงไหนเหรอ?”
โบนส์ขมวดคิ้ว “เออ…จริงสิ ก็ตั้งแต่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งมา นายก็ออกปฏิบัติการบนยานเกือบจะตลอดเวลาเลยนี่เนอะ…”
“ถ้าคุณสองคนกำลังหมายถึงห้องพักพิเศษสำหรับกัปตันและบุคลากรชั้นสูงประจำสตาร์ฟลีทล่ะก็ ผมรู้จักนะครับ ผมสามารถนำทางไปได้” สป็อคซึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงข้างเตียงผู้ป่วยมาตลอดเอ่ยขึ้น ก่อนจะเสริมว่า “และผมยังบังเอิญทราบหมายเลขห้องพักของกัปตันพอดีอีกด้วย”
“นายแอบเป็นแฟนคลับลับๆของฉันหรือไงวะ สป็อค??” เคิร์กถามอย่างอดไม่ได้
“ต่อให้ผมกลายร่างเป็นผู้หญิง แล้วคุณคือผู้ชายคนเดียวที่เหลืออยู่ในเอกภพนี้…ผมก็ไม่คิดจะมองคุณหรอกครับ กัปตัน แต่พอดีว่าห้องที่คุณย้ายไปน่ะ มันอยู่ตรงข้ามห้องพักของผม”
“เอาเถอะๆ ทั้งสองคน…เลิกเถียงกันได้แล้ว อย่างน้อยถ้าไม่เมื่อยปาก ก็น่าจะรู้จักสงสารคนที่ต้องทนฟังพวกนายปะทะคารมกันมาตั้งแต่บนยานอย่างฉันบ้างนะ!” โบนส์ในฐานะคนกลางโวยเสียงเข้ม “เอาเป็นว่า ผมคงต้องขอรบกวนแรงคุณหน่อยล่ะ ผู้การ แล้วก็อยากจะเตือนซักหน่อยด้วยว่า ถ้าคุณไม่อยากกลายสภาพเป็นบุรุษพยาบาลจำเป็น คอยป้อนข้าวป้อนน้ำ และเช็ดตัวให้หมอนี่แล้วล่ะก็ หลังจากส่งจิมเข้าห้องเรียบร้อย…คุณควรหาคนมาช่วยเฝ้าไข้ดูอาการเขาด้วย ยาที่ผมฉีดไปเมื่อครู่น่ะ มีฤทธิ์ค่อนข้างแรง ผมเป็นห่วงอยู่ว่าจิมอาจจะแพ้ยาจนเกิดอาการช็อกได้ เขาแพ้ยาง่ายเป็นบ้าเลย พับผ่าสิ!”
สป็อคผงกศีรษะช้าๆด้วยสีหน้าเรียบเฉย ร่างสูงสอดแขนเข้าไปประคองหลังเคิร์กและช่วยพยุงเขาลงจากเตียง ซึ่งเคิร์กก็ขยับตัวตามอย่างว่าง่าย หลังจากนั้นไม่กี่นาที เคิร์กที่นั่งเอกเขนกสบายใจบนรถเข็นก็ถูกพามาหยุดอยู่หน้าประตูสีเงินบานหรู ชายหนุ่มรู้สึกตัวพองๆด้วยความภาคภูมิใจเมื่อสังเกตเห็นแผ่นป้ายประดับอัญมณีขนาดจิ๋วที่สลักชื่อ “เจมส์ ไทบีเรียส เคิร์ก: กัปตัน U.S.S Enterprise” ติดหราอยู่
“ไม่เลวเลยเนอะ” เขาหันไปยิ้มให้สป็อค แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่ยิ้มกลับ
ภายในห้องพักใหม่เอี่ยมอ่องของเคิร์กแลดูกว้างขวางและเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์จากการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างความคลาสสิกกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไว้ด้วยกันอย่างเหมาะเจาะลงตัว กัปตันหนุ่มเหลียวมองรอบกายด้วยดวงตาทอแสงวิบวับ และถึงกับร้อง ว้าว ออกมาดังๆ เมื่อเห็นห้องนอนซึ่งปูพรมเปอร์เซียสีขาวสะอาดตา มีเตียงคิงไซส์ตั้งโดดเด่นอยู่กึ่งกลางห้อง แถมด้วยทีวีจอแบนติดผนัง และตู้กระจกที่มีปลาหลากสีสันแวกว่ายในน้ำอย่างเริงร่าวางอยู่เบื้องล่างพอดี
“แค่เห็นก็แทบจะหายป่วยทันทีเลยนะเนี่ย~” ห้องแจ่มแจ๋วขนาดนี้ รับรองว่าไม่มีสาวคนไหนกล้าปฏิเสธเขาแน่ๆ “น่าเสียดายก็ตรงที่คนเปิดซิงห้องดันมาเป็น นาย นั่นแหละ เฮ้อ…”
สป็อคถอนหายใจอย่างเอือมๆกับนิสัยบ้าผู้หญิงสุดขั้วโลกของบุคคลเบื้องหน้า พร้อมกับนึกสงสัยว่า ทั้งๆที่เคิร์กเองก็มีผู้หญิงผ่านมาในชีวิตมากมาย แต่ทำไมจึงไม่คิดจริงจังกับใครซักคน
“จิม” ร่างสูงเรียกชื่อเล่นอีกฝ่ายเบาๆ แล้วเคิร์กก็เหลียวมามองเขาพลางเลิกคิ้ว “หืม?”
สป็อคนิ่งไปวูบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนใจ “เปล่า…เปล่า ไม่มีอะไร” อย่าดีกว่า เพราะเราไม่ได้สนิทสนมกับเขามากขนาดที่จะถามคำถามส่วนตัวแบบนั้นได้หรอก มันไม่เหมาะสม
แต่ทั้งๆที่รู้แก่ใจดีว่าไม่เหมาะสม…ทำไมเราถึงกังวลจนหลุดปากออกไปได้นะ?
“นายคงอยากนอนพักใช่มั้ย? มาเถอะ…เดี๋ยวฉันช่วย” สป็อครีบพูดเพื่อปกปิดความรู้สึกประหลาดที่แวบผ่านเข้ามาในหัวใจ เขาค่อยๆประคองร่างของเคิร์กลงนั่งบนเตียงนุ่ม และถึงกับถอดรองเท้าบูทให้อีกฝ่ายด้วย เมื่อเห็นว่าคนป่วยดูท่าทางกระเสาะกระแสะเสียจนแทบก้มตัวไม่ไหว
“ขอบคุณ” กัปตันหนุ่มส่งยิ้มอ่อนระโหยให้สป็อคอย่างซึ้งใจ น่าแปลกจริงๆที่ชั่วขณะหนึ่งเขาเกิดความรู้สึกว่า…สัมผัสของเพื่อนชาววัลแคนคนนี้ช่างอ่อนโยนยิ่งกว่าผู้หญิงคนไหนที่เขาเคยพบมาซะอีก เคิร์กเฝ้ามองสป็อคบรรจงจัดหมอนให้เขาสามารถเอนนอนได้สะดวก มือที่ดูอบอุ่นคู่นั้น แลดูบอบบางจนยากจะเชื่อว่ามันผ่านการต่อสู้ฟาดฟันบนอวกาศที่กว้างใหญ่มามากมายนัก แล้วจู่ๆ…โดยไม่ทันตั้งตัว เคิร์กก็เอื้อมมือไปแตะปลายนิ้วเรียวสวยพร้อมกับยึดมันไว้ด้วยมือที่ค่อนข้างหยาบของเขาเอง
สป็อคชะงักไปกับการกระทำเช่นนั้นของเคิร์ก ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างขณะก้มลงประสานสายตากับดวงตาสีอ่อนที่จ้องมองเขาโดยปราศจากร่องรอยความหวั่นไหว
“นายทำอะไร?”
“ฉันอยากให้นายอยู่กับฉัน” เคิร์กตอบอย่างมั่นใจ แม้จะยังไม่รู้ว่าทำไม…แต่เขาก็เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย ว่านี่แหละคือสิ่งที่หัวใจปรารถนา
“ฉันอยากให้นายอยู่กับฉัน” ชายหนุ่มย้ำอีกครั้ง “อย่าตามคนอื่นมาเลยนะ…ฉันอยากให้นายดูแล”
เกิดความเงียบขึ้นพักใหญ่
สป็อคหลบตากัปตันของเขา ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามสะกดให้สงบนิ่ง ผิดกับหัวใจที่เต้นรัวจนผิดจังหวะ “ฉันยินดีจะดูแลนาย…ถ้านั่นคือสิ่งที่นายต้องการ”
เคิร์กยิงคำถามต่อทันที “แล้วถ้าฉันต้องการมากกว่านั้นล่ะ?”
สป็อคอึ้ง และพลันรู้สึกสับสนราวกับสมองไม่สามารถประมวลคำตอบที่สมเหตุสมผลออกมาได้ทัน ที่แย่กว่านั้น คือเขาเริ่มหน้าแดงอีกแล้ว
“สป็อค?” เคิร์กกระซิบชื่อเขาอย่างแผ่วเบา มือหนาออกแรงกระตุกเพียงเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอที่จะดึงร่างสูงให้ทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างกันได้
ฉันชอบให้นายเรียกชื่อของฉัน…สป็อครำพึงในใจ…ฉันชอบเวลานายเรียกชื่อฉัน และฉันอยากถามนายว่า…
สป็อคห้ามตัวเองไม่ทันอีกแล้ว เขาได้ยินประโยคสุดท้ายดังออกมาชัดถ้อยชัดคำด้วยเสียงทุ้มต่ำของเขาเอง
“เรียกอีกได้มั้ย?”
ทันทีที่พูดจบ สป็อคก็เงยหน้าขึ้นหมายจะสังเกตปฏิกิริยาตอบรับของฝ่ายตรงข้ามอย่างอดไม่ได้ ภาพสะท้อนใบหน้าของตนที่ฉายอยู่ในแววตาของเคิร์กซึ่งทอประกายสดใสนั้น ทำให้ชายหนุ่มนึกเสียใจจริงๆที่ไม่ยอมเข้าพิธีโคลินาร์เพื่อกำจัดอารมณ์ให้หมดไปตามธรรมเนียมวัลแคน เพราะบางที…มันอาจช่วยให้หน้าของเขามันแดงน้อยกว่านี้ซักนิดได้กระมัง?
“ฉันจะเรียกอีกเท่าไหร่ก็ได้…มากเท่าที่นายต้องการ” เคิร์กให้คำมั่น ก่อนจะเสริมอย่างรวดเร็วว่า “แต่นายต้องตอบคำถามของฉันก่อน”
“ถ้าฉันต้องการมากกว่านั้น…”
กัปตันหนุ่มพูดพลางกระชับมือของเขาเข้ากับมือนุ่มๆของคนตรงหน้า ให้ตายเถอะ พระเจ้า…นี่ สป็อค นะ!! เรากำลังพูดอะไร…ทำอะไรวะเนี่ย?? “ถ้าฉันต้องการมากกว่านั้น…”
โธ่…อยากจะบ้า! นี่เราต้องการอะไรกันแน่วะ!!? ช่างมันแล้ว!!
“…นาย…จะให้ฉันมั้ย?”
“ฉัน…คงจะให้” สป็อคให้คำตอบไวกว่าที่อีกฝ่ายจะกล้านึกฝัน เคิร์กถึงกับกลั้นหายใจฟังทีเดียว
“คงจะให้…ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม”
“นายล้อเล่นหรือเปล่า? ทำแบบนั้นมันสมเหตุสมผลจริงๆเหรอ?” แม้คำตอบของร่างสูงจะตรงกับที่ต้องการ หากเคิร์กก็อดถามอย่างกังวลไม่ได้
“ไม่รู้เหมือนกัน” สป็อคยอมรับ พลางโน้มใบหน้าหล่อเหลาเข้าไปใกล้กัปตันของเขาโดยไม่รู้ตัว…ริมฝีปากทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงคืบ และเคิร์กก็รู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆยามที่สป็อคพูดต่อว่า “ฉันไม่รู้ว่ามันจะสมเหตุสมผลหรือเปล่าด้วยซ้ำ ฉันก็แค่ตอบไปตามที่ใจคิด และหวังว่านายคงจะไม่ขออะไรที่เกินความสามารถของฉัน”
เคิร์กยิ้มกว้าง “ใครสั่งใครสอนให้นายหัดพูดจาไร้ความรับผิดชอบแบบนี้เนี่ย?”
สป็อคเลิกคิ้วสูงชนิดที่เคิร์กเข้าใจทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา ว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะบอกเขาว่า “ก็ นาย นั่น แหละ”
เคิร์กค่อยๆล้มตัวลงนอนหงาย และหลังจากนั้นก็ปล่อยให้สป็อคจัดการห่มผ้าพร้อมทั้งฉีดยานอนหลับอ่อนๆให้เขาตามคำสั่งของโบนส์ ชายหนุ่มยังพยายามจะคิดให้ออก ว่าสิ่งที่เขาปรารถนาจากสป็อคมันคืออะไรกันแน่ แต่การทำเช่นนั้นกลับทำให้เขาปวดหัวเหลือเกิน
“เอาไว้หายป่วยซะก่อนก็ยังไม่สายนี่” สป็อคบอกราวกับอ่านความคิดของเขาได้ บางครั้งเคิร์กก็สงสัย…ว่าหรือชาววัลแคนจะมีความสามารถอ่านใจได้จริงๆ?
“ไม่ใช่อย่างที่นายคิดหรอกนะ จิม” สป็อคพึมพำ ก่อนจะส่งยิ้มบางๆอันหาดูได้ยากมาให้ น่าเสียดายที่ชายหนุ่มอาจไม่มีวันรู้เลยว่า กัปตันของเขาก็กำลังใจเต้นไม่เป็นส่ำ…เหมือนกันกับเขาเลย “นายก็แค่อ่านง่ายกว่าคนทั่วไปเท่านั้นแหละ…ในบางมุม”
และเพราะเหตุนั้น…ฉันจึงอยากรู้จักนายให้มากขึ้น…
แล้ววันหนึ่ง คำว่า มิตรภาพ ก็จะช่วยนิยามตัวตนของพวกเรา
<> <> <> <> <> <> <> <>
สำหรับท่านที่ไม่สะดวกอ่านในเวบ หรืออยากมีเวอร์ชั่น PDF เก็บไว้ในครอบครอง เชิญจิ้มโหลดตามลิงค์ค่ะ ^^
